รายละเอียดบทความ

วิธีทำน้ำข้าวกล้องงอก

สุดยอดกับน้ำข้าวกล้องงอก ผลิตภัณฑ์เพิ่มคุณค่าอาหารไทย [9 ม.ค. 52 - 17:58] /จาก นสพ.ไทยรัฐ

จากกระแสการ “รักษ์สุขภาพ” ของผู้คนในสังคมยุคปัจจุบัน ส่งผลให้กลุ่ม “คนหัวใส ไอเดียเจ๋ง” คิดค้นผลิต “อาหารเพื่อสุขภาพ” ออกมาเอาใจ ให้เลือกซื้อหาบริโภคกันมากมายหลายหลาก

...อย่างที่เป็นข่าวครึกโครม และกำลังอยู่ในความสนใจขณะนี้ก็คือ “น้ำ ข้าวกล้องงอก” พร้อม ดื่ม สูตรของ สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายนพรัตน์ ม่วงประเสริฐ ผู้ชำนาญการพิเศษ กรมการข้าวฯ บอกกับทีมงาน “ทำได้ ไม่จน” ว่า...อาจารย์พัชรี ตั้งตระกูล จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษาหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม และสภาพการผลิตข้าวกล้องงอกที่มีประสิทธิภาพ กระทั่งพบว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมื่อนำมาเพาะเป็นข้าวกล้องงอกจะมีสาร กาบา (GABA) มากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า

...สารดังกล่าวสามารถ ป้องกันการทำลายสมอง รักษาโรค เกี่ยวกับระบบประสาท อาทิ โรควิตกกังวล นอนไม่หลับ ลมชัก ลดความดันโลหิต อัลไซเมอร์ ลดน้ำหนัก อีกทั้ง ช่วยทำให้ผิวพรรณดีจากสรรพคุณดังกล่าว ต่อมาทางสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว จึงมาพัฒนาคิดสูตรเพื่อเผย แพร่ให้กับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ ของตัวเองและคนรอบข้าง

ซึ่งขั้นตอนกรรมวิธีการผลิตนั้นก็แสนจะง่าย เริ่มแรก นำข้าวกล้องอาจใช้ หอมมะลิ 105 หรือ ข้าวปทุมธานี 1 ที่ใหม่ เพราะจะทำให้จมูกข้าวยังคงมีชีวิตปริมาณ 100 กรัม/น้ำ 1 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 6 ชม. เสร็จแล้วเอาขึ้นมาใส่ในผ้าขาวบางชุ่มน้ำหุ้มต่อ 12 ชม. จะเกิดตุ่มที่เรียกว่า กาบา ซึ่งมีมากที่สุดในการงอกวันแรก จากนั้นนำมาใส่เครื่องปั่นน้ำเต้าหู้ เติมน้ำ 2 ลิตร ใช้เวลาปั่นประมาณ 20 นาที เพียงเท่านี้ก็จะได้น้ำข้าวกล้องงอก เพื่อสุขภาพที่สดพร้อมดื่มได้ทันที

“...จริงแล้วน้ำข้าวกล้องจะอร่อยอยู่แล้ว ไม่ต้องเติมอะไรก็ได้ เหมือนกับน้ำข้าวที่คนโบราณกินกัน แต่ ถ้าต้องการความหลากหลาย พร้อมด้วยคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายเพิ่มมากขึ้น ก็ให้ เติมงาขาว ตามด้วย ถั่วเหลืองกะเทาะเปลือกคั่ว เพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นหอม หรือจะ ใส่น้ำใบเตย ถ้าจะให้ถูกคอคุณน้องคุณหนู ก็สามารถใส่ โอวัลตินไวท์มอล นมสด น้ำตาลนิดหน่อยเพื่อเพิ่มความอร่อย...”

และหากต้องการทำเก็บไว้บริโภคหลายๆวัน ควรนำไปผ่านความร้อน (พาสเจอร์ไรส์) แต่ก็จะทำให้สารกาบา หายไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นบรรจุภาชนะปิดผาให้สนิท เก็บไว้ในตู้เย็น เพียงเท่านี้ก็มีอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีเยี่ยมไว้ให้สมาชิกในครอบครัว “เปิบ” กันทุกวัน โดยไม่ต้องไปซื้อหาอาหารเสริมที่ “เม็ดเท่าไข่มด” แต่ราคานั้นแสนแพงให้สิ้นเปลืองกันซะเปล่าๆ...

สำหรับผู้ที่สนใจจะซื้อหามาลองเปิบ หรือจะดูเทคนิควิธีให้เห็นกันจะจะ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่ม เติมได้ที่ โทร.0-2577-1688-9, 08-9927-9640 ในวันและเวลาราชการ

...ไม่แน่อาจเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำกินได้ ทำขายก็มีสิทธิ์โกยเงิน...

เพ็ญพิชญา เตียว

ที่มา: http://www.thairath.com/news.php?section=agriculture04&content=118297

 

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

 

สูตรที่ 2

 

กรรมวิธีการผลิตเครื่องดื่มน้ำข้าวกล้องงอกผสมธัญพืช

1.      นำข้าวกล้องขาวดอกมะลิ 105 หรือปทุมธานี 1 มาเพาะให้งอกเป็นตุ่มเล็กๆ โดยนำข้าวกล้อง มาล้างน้ำทำความสะอาด แล้วแช่น้ำนาน 4 ชั่วโมง จากนั้นทำการล้างข้าว ทิ้งให้สะเด็ดน้ำ ใส่ในภาชนะ ปิดทิ้งไว้นาน 6 ชั่วโมง เมื่อครบเวลา ล้างข้าวอีกครั้ง ทิ้งให้สะเด็ดน้ำ ใส่ในภาชนะปิด ทิ้งไว้นาน 14 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาจะได้เมล็ดข้าวกล้องงอกสด

2.     นำข้าวกล้องข้าวเหนียวดำ (ข้าวก่ำ) มาเพาะให้งอกเป็นตุ่มเล็กๆ โดยทำเช่นเดียวกับข้าวกล้องขาวดอกมะลิ 105 ตามกรรมวิธีในข้อ 1

3.       ถั่วเหลืองนำมาล้าง ทำความสะอาด แล้วแช่น้ำค้างคืน

4.       งาขาว นำมาคั่วจนมีกลิ่นหอม

5.       นำส่วนผสมทั้งหมด ไปต้มในเครื่องทำน้ำนมถั่วเหลืองแบบอัตโนมัติ นานประมาณ 20 นาที โดยมีอัตราส่วนดังนี้

ข้าวกล้องงอกขาวดอกมะลิ 105 หรือปทุมธานี    70 กรัม หรือ 1 ถ้วย

ข้าวกล้องขาวข้าวเหนียวดำ (ข้าวก่ำ)   30 กรัม หรือ 1/2 ถ้วย

ถั่วเหลืองแช่ค้างคืน     20 กรัม หรือ 1/3 ถ้วย

งาคั่ว       20 กรัม หรือ 1/2ถ้วย

น้ำ (สะอาด)     1,400 มิลลิลิตร

6.       นำมากรอง 2 ครั้ง ได้น้ำข้าวกล้องงอก

7.       ทำการปรุงรสด้วยน้ำตาล 10 -15 กรัม ต่อน้ำข้าวกล้อง 200 มิลลิลิตร หรือตามใจชอบ

8.      ทำการต้มฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที แล้วทำการกรองก่อนบรรจุใส่ขวดพสาสติกที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว ได้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำข้าวกล้องงอกผสมธัญพืช


แหล่งที่มาของข้อมูล : ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=381281

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

ผู้ลงบทความ : K.หมี